เรียนผู้มีอุปการคุณ พระดีดอดคอมต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์องเรา ทางเราต้องขอเรียนเจตนารมณ์ของของเจ้าของวัตถุมงคลที่นำลงในเว็บไซต์ว่า เจ้าของได้เก็บสะสมวัตถุมงคลเหล่านี้ว่าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในครูบา อาจารย์ทุกๆท่านไว้นานหลายปี จนกระทั่งถึงที่สุดอิ่มตัว จึงอยากจะแบ่งปันให้แก่ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในวัตถุมงคลของครูบา อาจารย์เหล่านี้ไว้บูชา ซึ่งเจ้าของขอรับรองว่าวัตถุมงคลทุกองค์เป็นของแท้ 100% มีที่ไปที่มาสามารถตรวจสอบได้ และขอความกรุณาว่าราคาที่แจ้งไว้เป็นราคาที่เหมาะสมแล้วจึงขอสงวนการต่อรอง เพราะเราต้องการให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจไม่สามารถซื้อขายได้ตามท้อง ตลาด เจ้าของวัตถุมงคลมีความประสงค์จะนำเงินที่ได้จากการเช่าบูชาวัตถุมงคลเหล่า นี้ไปสร้างถาวรวัตถุไว้ในบวรพระพุทธศาสนา ท่านที่มีความประสงค์จะเช่าบูชาวัตถุมงคลก็เท่ากับการเป็นส่วนหนึ่งของการ สร้างกุศลสืบต่อพระพุทธศาสนา จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้มีอุปการคุณจะเข้าใจในเจตนารมณ์นี้ และเมื่อถึงเวลาอันสมควรทางเว็บนี้จะปิดตัวลง เพราะเราไม่ได้ทำเป็นเชิงธุรกิจ หากท่านใดมีข้อสงสัยใดอยากจะสอบถาม กรุณาติดต่อได้โดยตรงที่เรา ด้วยความรักและศรัทธา พุทธินันท์ สุผาวัน โทร 083-286-5461

ศูนย์พระเครื่องสยามมงคล วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง

  ˹á  :  Դ  :  觫ЪԹ  :  й
Ǵ: ѵ ٺҨ

หลวงพ่อบูญเพ็ง ขันติโก
12-12-2011 Views: 22930
ชีวประวัติโดยย่อ ของหลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก มีนามเดิมว่า บุญเพ็ง ปิลอง เกิดวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕ ตรงกับ วันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่ ปีมะโรง (วันเกิดอาจจะมีการคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่บ้าง) เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหนองหัวงัว ตำบลนาคูณใหญ่ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม บิดาชื่อนายบุตร ปิลอง มารดาชื่อ นางวันนี ปิลอง มีอาชีพทำนา หลวงพ่อ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ มีพี่น้องทั้งหมด ๔ คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้ ๑.นางพุธ คะมุง ๒.นายแพง ปิลอง ๓.หลวงพ่อบุญเพ็ง ขันติโก ๔.นางอุ่น ปิลอง พอหลวงพ่ออายุได้ ๒๒ ปี คุณตาได้ทำบุญให้คุณยายโดยให้หลวงพ่อบวชเพื่อทดแทนบุญคุณที่ท่านเคยเลี้ยงลูกหลานมา หลวงพ่อได้บวชมหานิกาย ที่วัดชนะสังวร บ้านหนองหัวงัว ตำบล นาคูณใหญ่ ในขณะที่บวชนั้นหลวงพ่อได้พบกับพ่ออุ้ยทิดนาค (ทิดในสมัยก่อนหมายถึงคนที่เคยบวชมาแล้วตั้งแต่ ๓ พรรษาขึ้นไป)ท่านอยู่บ้านนาเดื่อ อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ท่านได้มาเล่าเรื่องธรรมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้มีญาณพ้นทุกข์ไปกับธรรมะในสมัยนั้นให้ฟังในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือหลวงปู่ตื้อ อาจลธัมโม เป็นพระธุดงค์กัมมัฏฐาน สอนศีลธรรม ให้ญาติโยมเข้าใจ ตามรอยหลวงปู่มั่น พ่ออุ้ยทิดนาคท่านฉลาด อดทน บำเพ็ญภาวนา ตามรอยครูบาอาจารย์ แบบกัมมัฏฐาน ศีลธรรมบริสุทธิ์ตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด หลวงพ่อ บุญเพ็งบวชได้ ๒ เดือน พ่ออุ้ยทิดนาคได้มาอยู่ที่วัดด้วยได้ประมาณ ๑ เดือนท่านได้สอนให้ทำลูกประคำไม้แก่นขาม เพื่อให้นำไปภาวนา ในช่วงนั้นจิตประดับอยู่กับพุทธโธอย่างดียิ่ง การทำลูกประคำไม้แก่นขามไม่ใช่ทำได้ง่ายๆทำเสร็จแล้วก็ให้นำไปบริกรรมพุทธโธ หลวงพ่อบริกรรมอยู่ได้หลายคืนเกือบจะถึงหนึ่งอาทิตย์ ได้นิมิตขึ้นแบบอัศจรรย์ ได้ไปถึงแม่น้ำใหญ่เหมือนกับท้องฟ้า มหาสมุทร แล้วเห็นเรือวิ่งมารับ มีผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างใหญ่ อยู่บนเรือได้นิมนต์หลวงพ่อขึ้นบนเรือบอกว่าจะพาไป หลวงพ่อได้ยินก็ขึ้นเรือแล้วเรือก็วิ่งไป หลวงพ่อเพลิดเพลินไม่มีอะไรเหมือน เมื่อมองไปที่ฝั่งแม่น้ำมองเห็นสาวๆงามตา เรือจอดเทียบท่าน้ำ ผู้ชายคนนั้นก็ได้นิมนต์หลวงพ่อลง เมื่อเท้าเหยียบพื้น พื้นนั้นเหมือนปูด้วยพรม แต่หลวงพ่อคิดว่าท่านลืมรองเท้า ถ้ามีหินขรุขระ คงจะเจ็บเท้าก็เลยกลับขึ้นไปนั่งเรือตามเดิม จิตสะดุ้งตื่นขึ้นเหมือนเกิดใหม่ในชีวิต หลวงพ่อมาเล่านิมิตนั้นให้พ่ออุ้ยทิดนาคฟัง เมื่อพ่ออุ้ยทิดนาคได้ฟังแล้วก็ยกมือพนมขึ้นเหนือหัวกล่าวคำสาธุ และท่านก็พูดว่า นั้นแหละคือแดนสวรรค์ นิพพาน ถ้าท่านได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ดีอบรมสั่งสอน ท่านก็จะบรรลุธรรม ถึงขั้นพระนิพพานได้ ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อยังไม่มีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ เมื่อหลวงพ่อบวชได้ ๓ เดือน ท่านจึงได้ลาสิกขาเพศออกไป ชีวิตการครองเรือน มีคนมาขอให้หลวงพ่อไปอยู่ด้วยเพื่อทำมาค้าขายอยู่ที่อำเภอ ศรีสงคราม โยมแม่ของหลวงพ่อเป็นคนจิตใจกว้างขวางทั้งที่ช่วงนั้นอยู่ในระหว่างการทำนา แต่ท่านก็อนุญาตให้ไปเพื่อจะได้ไปตามบุญตามกรรม เพื่อลูกจะได้รู้จักบุญรู้จักคุณ โดยให้รักษาศีลธรรมไปด้วย จะได้อยู่รอดปลอดภัย หลวงพ่อค้าขายอยู่ได้ประมาณ ๒ ปี หลวงพ่อได้สมรสกับนางจันทรา ปิลอง มีบุตรด้วยกัน ๒ คนบุตรคนโตเป็นผู้ชาย พอภรรยาตั้งครรภ์คนที่ ๒ ได้ประมาณ ๑ เดือน หลวงพ่อได้ออกไปทำไร่มันสำปะหลังกับภรรยาและบุตรชาย ในขณะนั้นบุตรชายอายุได้ประมาณ ๓ ปี ร้องกินนมแม่ แต่เนื่องจากในขณะนั้นกำลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ ๑ เดือนเศษๆน้ำนมแม่ไม่มีให้ลูกกิน ลูกชายก็ร้องไห้ไม่หยุดทำอย่างไรก็ไม่หยุด หลวงพ่อจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าถ้าลูกหยุดร้องไห้ หลวงพ่อจะรักษาศีล ๘ ไปจนตลอดชีวิต พอหลวงพ่ออธิษฐานเสร็จลูกก็หยุดร้อง ท่านเลยตัดสินใจรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์สมบูรณ์ดี พอภรรยาตั้งครรภ์ได้ ๖ เดือน ท่านภาวนาจนเกิดความสงบร่มเย็น จึงตัดสินใจรักษาศีล ๘ จิตสงบร่มเย็น เป็นสุข ก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์ กินข้าวมื้อเดียว วันพระบางครั้งหลวงพ่อจะนอนค้างคืนที่วัด บางวันก็กลับไปนอนค้างคืนที่บ้านเวลานอนท่านจะนอนในท่าไสยาสน์ วันไหนไปค้าขาย เวลาจะรับเงินจากผู้หญิงก็ให้วางเงินที่พื้นก่อนแล้วท่านก็จะหยิบเอาเงินนั้นทีหลัง ทานน้ำก็นั่งลงก่อนทาน หลวงพ่อปฏิบัติอย่างนั้นอยู่หลายเดือน ภรรยาของท่านตั้งครรภ์ได้แปดเดือน ภรรยาท่านบอกให้หลวงพ่อไปบวช ส่วนลูกๆภรรยาท่านจะเลี้ยงเอง และเพื่อการภาวนาจิตจะได้สงบ ภรรยาท่านได้ถอนทะเบียนสมรสให้ท่าน แล้วท่านก็หาหนทางเพื่อให้จิตสงบหาทางพ้นทุกข์ ขณะที่ปฏิบัติรักษาศีลนุ่งขาวห่มขาวที่วัดป่าศุภราราม อ.ศรีสงคราม จังหวัดนครพนม หลวงพ่อได้พบกับโยมแม่เสงี่ยม กิติศรีวรพันธุ์ ท่านเป็นคนชอบทำบุญปฏิบัติในขณะนั้นใจตัวเองบางทีก็คิดไปถึงพ่อแม่องค์พระหลวงตา มหาบัว แต่ถึงจะคิดอย่างไรในจิตใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ และถ้าเป็นทุกข์แล้วใครจะมาโปรด มาช่วยแก้ไขใจที่มันฟุ้งซ่านคิดสารพัด จิปาถะตามอำนาจความทุกข์ บัดนี้ก็ได้นึกจำคำพูดของโยมแม่ได้ก่อนออกบวชที่ไปกราบลาท่านที่ไม่อนุญาตให้ไปบวชเพราะกลัวเขาฆ่าลูกชาย ที่ว่าฆ่าลูกผิดจากเหตุผลภายนอก “ที่ว่าฆ่าลูกนี้ อันความทุกข์ อันนี้หรือ คือฆ่าลูก” คือกิเลสตัวนี้หรือจิตใจเป็นทุกข์ในขณะนั้นปาเข้าไปหนึ่งอาทิตย์ได้พอดี แต่ยังมีบุญวาสนาอยู่ พระอาจารย์เชอร์รี่ ท่านได้เพ่งมองและก็ถามว่า “ ท่านได้ฟังเทปเทศนาธรรมะของพระอาจารย์มหาบัวแล้วหรือยัง ” หลวงพ่อตอบกับท่านว่า “ยังไม่ได้ฟังเลยครับ” พระอาจารย์เชอร์รี่ได้ฟังอย่างนั้นแล้วจะให้เทปธรรมะของพระอาจารย์มหาบัวไปฟังสัก ๗ วัน หลวงพ่อก็ยกมือขึ้นพนม มีความรู้สึกเย็นวาบเข้าถึงจิตใจเกิดความปีติยินดี หลวงพ่อไม่ตายแล้วมีพระมาโปรดแล้ว เมื่อได้ฟังเทปธรรมะของพ่อแม่องค์พระหลวงตาและนำไปปฏิบัติความทุกข์ที่ร้อนรุ่มมีอยู่ในจิตใจก็เริ่มคลี่คลายลงมีทางออก ปัญญาก็เริ่มมีโดยลำดับ ในการตัดถอนกิเลสความทุกข์นั้นหายไป ความสงบในจิตใจก็เริ่มมีมา และจิตที่ป่วยอยู่ก็เริ่มสร่างไข้จากกิเลส และต่อจากนั้นหลวงพ่อก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอุบายเครื่องถอดถอนกิเลสให้เกิดมีกับตัวอีก ในช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี ในการตั้งสัจจะครั้งนั้นหลวงพ่ออธิษฐานว่า จะฉันอาหารวันเว้นวัน ในวันที่ลงฉันอาหารจะฉันไม่เกิน ๓ คำตลอดพรรษา หลังจากอธิษฐานก็มีจิตใจและความเพียรในการถอดถอนความทุกข์ จิตเริ่มแก่กล้ามาก ขึ้น เดินจงกรมไม่หยุดถอย เดินอย่างสม่ำเสมอและจิตขณะนั้นสงบมากขึ้นโดยลำดับและละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดินจงกรมคิดขึ้นในเรื่องใดจะประกอบด้วยปัญญา ไม่มีทุกข์เจือปนแต่อย่างใดเลย พิจารณาเห็นโทษและสาเหตุของตนที่เป็นทุกข์ในช่วงนั้น จิตเกิดปีติ น้ำตาร่วงไหลออกมา ความสุขเกิดขึ้นแทบจะพรรณนาหาที่เปรียบไม่ได้ พอถึงกำหนดก็ได้ส่งเทปคืนพระอาจารย์เชอร์รี่ บุญคุณอันนี้เป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่จะไม่ลืม ( นึกอยู่ในใจ ) ช่วงส่งเทปพระอาจารย์เชอร์รี่นั้น อีกไม่นานพ่อแม่ครูอาจารย์คือหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณและพระอาจารย์เชอร์รี่ ได้ถามปัญหากัน ซึ่งจิตของหลวงพ่อขณะนั้นกำลังแน่วแน่อยู่กับธรรม ปัญญาเริ่มเกิดเพราะเห็นความทุกข์มาสดๆ ร้อนๆ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เชอรี่ ได้ขอโอกาสถามปัญหากับหลวงปู่บุญมีในช่วงฉันน้ำปานะบ่าย ๓ โมง หลวงพ่อเป็นพระใหม่โชคดีได้รับฟังพ่อแม่ครูบาอาจารย์สนทนาธรรมกัน พระอาจารย์เชอร์รี่ถามหลวงปู่บุญมีว่า จิตกับกิเลสสัมผัสกันเป็นอย่างไร? กิเลสกับจิตสัมผัสกันเป็นอย่างไร? กิเลสธรรมมาวัดเป็นประจำ ลูกหลานของคุณแม่เสงี่ยมมีการมีงานทำที่ดี ได้ส่งเงินมาให้ท่านได้ทำบุญทำทาน และได้ไปปฏิบัติรักษาศีล เมื่อคุณแม่เสงี่ยมเห็นหลวงพ่อปฏิบัติอย่างจริงจัง คุณแม่เสงี่ยมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อด้วยความเต็มใจ ชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ครั้งที่ ๒ หลวงพ่ออยู่วัดป่าศุภราราม ได้พบพระอาจารย์องค์หนึ่งชื่อพระอาจารย์แต้ม ซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาดกับพ่อแม่องค์พระหลวงตามหาบัวนานถึง ๕ พรรษา แล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดบ้านนาในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อมารักษาสมบัติ วัตถุ เสนาสนะต่างๆ ของพ่อแม่พระกัมมัฏฐานในปัจจุบันนี้ คือตามรอยธรรมอันประเสริฐของหลวงปู่มั่น ให้มั่นคงเหมือนเดิม แต่ท่านก็หาวิธีเอาตัวรอดไปอยู่ถ้ำพระเดินทางไปบิณฑบาตที่บ้านนาใน ได้แนะนำให้หลวงพ่อบวช แต่หลวงพ่อปฏิเสธเนื่องจากตนเองยังไม่พร้อมจะบวช พระอาจารย์แต้มได้เดินทางมาโปรดโยมแม่ของท่านที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม หลวงพ่อจึงมีโอกาสได้ฟังธรรมเทศนาของท่านอยู่นานพอสมควร หลวงพ่อได้ตัดสินใจขอติดตามท่านกลับไปยังวัดของท่านเพื่อจะปฏิบัติดูแลรับใช้ท่าน แต่ท่านก็กล่าวกับหลวงพ่อว่า “ผมก็เอาตัวผมไม่รอด ผมไม่รับท่านไปหรอกกลัวจะทิ้งท่านกลางทาง ผมจะขอแนะนำท่านให้ไปอยู่ที่ภูลังกากับหลวงปู่บุญมีเพราะพ่อแม่องค์พระหลวงตามหาบัวท่านจะมาที่นั่นบ่อย เราจะถวายปัจจัยให้พ่อขาวไปทำกระท่อมพอได้อาศัยอยู่แล้วผ้าขาวจะพ้นทุกข์อยู่ที่นั้น” แล้วท่านก็กล่าวต่อไปอีกว่า “ ถ้าออกพรรษาแล้วให้ท่านไปเทศน์เอาเราด้วยนะที่ถ้ำพระหนองผือนาใน” หลวงพ่อได้ฟังครูบาอาจารย์ กล่าวดังนั้นแล้วก็สลดใจ พลางคิดไปว่า เราเป็นแค่ผ้าขาวจะไปเทศน์โปรดพระคงเป็นไปไม่ได้ แต่หลวงพ่อก็เคารพในคำสอนขององค์ท่านมาก รู้กิริยามารยาทของท่านทุกอย่าง หลวงพ่อได้แต่คิดในใจว่าครูบาอาจารย์ท่านนี้คงเป็นพระอรหันต์แน่แล้ว จากนั้นท่านก็ได้ลาจากกันไปตามที่ท่านบอก ชีวิตหลวงพ่อได้เดินทางไปภูลังกา(วัดถ้ำยา) อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ตามพระอาจารย์แต้มสั่งไว้ได้ปฏิบัติธรรมประมา ๒ สัปดาห์ ก็มีพ่อขาว(นาค) ติดตามพระอาจารย์มาจากภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร ได้ชักชวนกันบวชเป็นพระด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าบวชเป็นพระจะได้ปฏิบัติอย่างเต็มที่ถ้าออกพรรษาแล้วค่อยไปเยี่ยมเยือนกัน หลวงพ่อก็ตัดสินใจท่องคำขอบวชอยู่ ๑๕ วัน ก่อนเข้าพรรษา ๑ วัน จึงได้กราบลาครูบาอาจารย์กลับบ้านเพื่อไปกราบลาโยมพ่อ-โยมแม่ และโยมพ่อวิเชียร-โยมแม่เสงี่ยม กิติศรีวรพันธุ์ เพื่อขอลาบวช ในตอนแรกนั้นโยมแม่ไม่เข้าใจในเรื่องพระพุทธศาสนาและไม่อยากให้ลูกไปอยู่ไกลกลัวลูกจะถูกคนคิดไม่ดีมาทำร้าย โยมแม่พูดแล้วก็น้ำตาไหล หลวงพ่อได้แนะนำถึงเรื่อง บาปบุญ จนโยมแม่เข้าใจเกิดความปีติยินดี เลยอนุญาตให้บวช อีกอย่างหนึ่งคุณตาคุณยายของหลวงพ่อก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในการบวชครั้งนี้มี โยมพ่อวิเชียร โยมแม่เสงี่ยม กิติศรีวรพันธุ์ เป็นเจ้าภาพในการจัดแต่งเครื่องอัฏฐบริขาร ค่าใช้จ่ายต่างๆที่จำเป็นตั้งแต่เริ่มบวชเป็นผ้าขาว(นาค) ตลอดจนได้บวชในพระพุทธศาสนานับว่าเป็นบุญกุศลมาก และเป็นความทรงจำที่รักษาไว้เตือนในใจมาโดยตลอด การบวชในครั้งนั้นก็ไม่มีพิธีอะไรมากนอกจากพิธีทางศาสนาได้มีพระมาบวชพร้อมกันอยู่ ๒ รูป โดยมีท่านพระครูอดุลย์ธรรมภาร พระอุปัชฌาย์เป็นผู้บวชให้ (ปัจจุบันคือท่านเจ้าคุณ จันโทปมาจารย์ หรือ หลวงปู่คำพันธ์ )นามเดิมที่พ่อแม่องค์หลวงตามหาบัวชอบเรียก (เณรคำพันธ์ ) และมีพระอาจารย์ แดง ฐิตวิริโย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ผา โกวิโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ตรงกับวันที่ ๒๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ณ วัดโพธิ์ชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังจากได้บวชเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว พระอุปัชฌาย์ (หลวงปู่คำพันธ์) ก็ได้เขียนจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ฝากตัวหลวงพ่อให้ไปอยู่ภูลังกา (วัดถ้ำยา) อำเภอบ้านแพงจังหวัดนครพนม รวมทั้งพระอีกรูปหนึ่ง(ไม่ระบุนาม) การขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ภูลังกาในครั้งนั้น มีโยมพ่อเป็นผู้นำไปส่ง พอไปถึงก็เข้าไปกราบเจ้าอาวาสตามธรรมเนียม ในตอนนั้นเจ้าอาวาสคือหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ( ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านาคูณ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ) เป็นผู้รักษาและดูแลครูบาอาจารย์ พอสนทนาปราศรัยเป็นที่เข้าใจถึงจุดหมายปลายทางแล้ว องค์หลวงปู่ก็ได้เมตตา สั่งให้พระลูกวัดจัดแต่งหาที่พักให้ตามสมควรแก่สมณสารูป แล้วหลวงพ่อก็ได้ขอนิสัยโอวาทธรรมมาประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมเนียมของพระกัมมัฏฐานที่กระทำกันมานามเดิมที่พ่อแม่องค์หลวงตามหาบัวชอบเรียก (เณรคำพันธ์ ) และมีพระอาจารย์ แดง ฐิตวิริโย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ผา โกวิโท เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ตรงกับวันที่ ๒๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ณ วัดโพธิ์ชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังจากได้บวชเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว พระอุปัชฌาย์ (หลวงปู่คำพันธ์) ก็ได้เขียนจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ฝากตัวหลวงพ่อให้ไปอยู่ภูลังกา (วัดถ้ำยา) อำเภอบ้านแพงจังหวัดนครพนม รวมทั้งพระอีกรูปหนึ่ง(ไม่ระบุนาม) การขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ภูลังกาในครั้งนั้น มีโยมพ่อเป็นผู้นำไปส่ง พอไปถึงก็เข้าไปกราบเจ้าอาวาสตามธรรมเนียม ในตอนนั้นเจ้าอาวาสคือหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ( ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านาคูณ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ) เป็นผู้รักษาและดูแลครูบาอาจารย์ พอสนทนาปราศรัยเป็นที่เข้าใจถึงจุดหมายปลายทางแล้ว องค์หลวงปู่ก็ได้เมตตา สั่งให้พระลูกวัดจัดแต่งหาที่พักให้ตามสมควรแก่สมณสารูป แล้วหลวงพ่อก็ได้ขอนิสัยโอวาทธรรมมาประพฤติปฏิบัติ ตามธรรมเนียมของพระกัมมัฏฐานที่กระทำกันมา ในระหว่างที่อยู่ภูลังกานั้น เป็นพรรษาแรกของหลวงพ่อ เวลาผ่านไปประมาณสาม-สี่วัน หลวงพ่อก็ได้รู้จักกับพระอาจารย์เชอร์รี่ อภิเจโต ( ปัจจุบันอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ) ท่านเป็นชาวแคนาดา มาบวชในประเทศไทย พระอาจารย์เชอร์รี่ก็ให้คำแนะนำต่างๆที่เกี่ยวกับการดำรงสมณะเพศของนักบวช ในการแนะนำครั้งนั้นท่านได้พูดถึงการแสดงอาบัติ เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักบวช ให้ท่องให้ได้คล่องปาก เพราะเรื่องนี้หลวงตามหาบัวเน้นว่าสำคัญมากกว่าเรื่องอื่น เมื่อได้ฟังอย่างนั้นแล้วหลวงพ่อก็ได้น้อมเข้ามาปฏิบัติด้วยความเคารพและตั้งใจท่องบ่นจนคล่องปากและถูกต้องตามมคธภาษาโดยลำดับ ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อในตอนนั้นมีความเพียรตั้งใจมากในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ข้อวัตรปฏิบัติของท่านคือการนั่งภาวนาและเดินจงกรม เป็นเวลาหลายๆชั่วโมง ในช่วงกลางวันหลังจากขบฉันเสร็จก็ทำความเพียรดังกล่าว พอถึงเวลาบ่าย ๓ โมงเย็นก็ออกจากทางจงกรม ไปทำข้อวัตร พอเสร็จแล้วก็มาฉันน้ำอุ่นน้ำร้อนแล้วแต่โอกาส ตอนเย็นหลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้วจึงลงไปเดินจงกรม พากเพียรภาวนาจนใกล้สว่างก็มี บางวันก็นั่งภาวนากระทำความพากเพียรอยู่อย่างนั้นจนเป็นนิสัยมาโดยตลอดการสอนของหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณก็ไม่มีอะไรมาก ให้เน้นปฏิบัติตามครูบาอาจารย์และข้อวัตรปฏิบัติเป็นหลักสำคัญ และตอนนั้นหลวงพ่อบอกว่ามีเทปอยู่เครื่องหนึ่งให้หมุนเวียนเปลี่ยนกันฟังเทปเทศธรรมะของ พ่อแม่องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตามแต่ผู้ต้องการจะนำไปฟังวันหนึ่งหลวงพ่อได้เดินจงกรมทำความเพียรภาวนาอยู่ นึกอยากฟังเทปธรรมะของพ่อแม่องค์หลวงตามหาบัวเป็นที่สุด จึงได้ออกจากทางเดินจงกรมและเดินไปได้ประมาณครึ่งทาง ก็ปรากฏเห็นงูขนาดใหญ่ ๒ ตัวขวางทางเดินอยู่ พิจารณาแล้วคงจะไม่เหมาะนักก็เลยย้อนกลับไปเดินจงกรมภาวนาต่อไป ที่ว่าเห็นงูนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก งูที่พบนั้นไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจะว่าตั้งแต่เกิดจนโตก็ว่าได้ ตอนนั้นก็ได้พิจารณาพอสมควร สภาพจิตใจก็ดีมาก มีความสงบร่มเย็นมาตลอด พอวันต่อมาหลวงพ่อก็กระทำความเพียรอย่างเคย ในใจก็ยังคิดอยากจะฟังธรรมะของพ่อแม่องค์พระหลวงตามหาบัวอยู่ จึงได้ออกจากทางเดินจงกรม เดินไปยังกุฏิหมู่เพื่อนพระที่ไปเมื่อวาน การไปครั้งนี้ในระหว่างทางไม่พบอุปสรรคอะไร ทางไปสะดวกดี แต่พอเข้าไปถึงตามอัธยาศัยหมู่เพื่อนก็ต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วเพื่อนพระก็พูดขึ้นว่า“เราดีใจมากที่เพื่อนมาหา”แล้วพูดต่อไปอีกว่า “เดินจงกรมทั้งวันเห็นอะไรบ้างไหม”หลวงพ่อก็ตอบว่า “ไม่เห็นอะไร ” ด้วยน้ำเสียงที่ถ่อมตัว ในใจมีความมุ่งอยากจะมาถามดูเทปธรรมะของพ่อแม่องค์หลวงตามหาบัว พอถามหมู่พระด้วยกันตามความมุ่งหมาย หมู่พระตอบว่า “เราเป็นพระใหม่ไม่กล้าถามและยังไม่ได้ฟังเหมือนกัน” ต่อจากนั้นหมู่เพื่อนที่อยู่ด้วยกันก็ได้ชวนคุยตามสมควร ด้วยความมีสติอยู่ และหนักเข้าเห็นท่าจะไม่ดีก็ได้ลุกขึ้นลากลับที่พัก เพื่อนพระที่พูดตอนแรกก็พูดดีอยู่ว่าเราได้มาบวชสายปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์พระสุปฏิปันโนดีแล้ว แต่พอหลังๆมาเริ่มจะออกไปทางโลกมากขึ้นๆและหลังจากหลวงพ่อกลับมาจากกุฏิเพื่อนพระหลังนั้น ตั้งแต่นั้นมาการเดินจงกรม ภาวนาอย่างไรจิตใจก็ไม่สงบ พบแต่ความรุ่มร้อนขึ้นโดยลำดับ จิตใจเสื่อมเป็นทุกข์มาก สาเหตุจากการไปคลุกคลีกับเพื่อนแค่นั้นเอง และกิเลสที่มีอยู่ในใจของตัวเองก็ยิ่งเพิ่มพลังเหมือนเป็นไฟเผาเจ้าของทันที หาที่พึ่งไม่ได้ ในใจเต็มไปด้วยความทุกข์ ภาวนาก็ไปไม่ถึงไหน มีแต่ความเศร้าหมองจากกิเลสตัวปรุงแต่งนั่นเอง ในขณะนั้นใจตัวเองบางทีก็คิดไปถึงพ่อแม่องค์พระหลวงตา มหาบัว แต่ถึงจะคิดอย่างไรในจิตใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ และถ้าเป็นทุกข์แล้วใครจะมาโปรด มาช่วยแก้ไขใจที่มันฟุ้งซ่านคิดสารพัด จิปาถะตามอำนาจความทุกข์ บัดนี้ก็ได้นึกจำคำพูดของโยมแม่ได้ก่อนออกบวชที่ไปกราบลาท่านที่ไม่อนุญาตให้ไปบวชเพราะกลัวเขาฆ่าลูกชาย ที่ว่าฆ่าลูกผิดจากเหตุผลภายนอก “ที่ว่าฆ่าลูกนี้ อันความทุกข์ อันนี้หรือ คือฆ่าลูก” คือกิเลสตัวนี้หรือจิตใจเป็นทุกข์ในขณะนั้นปาเข้าไปหนึ่งอาทิตย์ได้พอดี แต่ยังมีบุญวาสนาอยู่ พระอาจารย์เชอร์รี่ ท่านได้เพ่งมองและก็ถามว่า “ ท่านได้ฟังเทปเทศนาธรรมะของพระอาจารย์มหาบัวแล้วหรือยัง ” หลวงพ่อตอบกับท่านว่า “ยังไม่ได้ฟังเลยครับ” พระอาจารย์เชอร์รี่ได้ฟังอย่างนั้นแล้วจะให้เทปธรรมะของพระอาจารย์มหาบัวไปฟังสัก ๗ วัน หลวงพ่อก็ยกมือขึ้นพนม มีความรู้สึกเย็นวาบเข้าถึงจิตใจเกิดความปีติยินดี หลวงพ่อไม่ตายแล้วมีพระมาโปรดแล้ว เมื่อได้ฟังเทปธรรมะของพ่อแม่องค์พระหลวงตาและนำไปปฏิบัติความทุกข์ที่ร้อนรุ่มมีอยู่ในจิตใจก็เริ่มคลี่คลายลงมีทางออก ปัญญาก็เริ่มมีโดยลำดับ ในการตัดถอนกิเลสความทุกข์นั้นหายไป ความสงบในจิตใจก็เริ่มมีมา และจิตที่ป่วยอยู่ก็เริ่มสร่างไข้จากกิเลส และต่อจากนั้นหลวงพ่อก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอุบายเครื่องถอดถอนกิเลสให้เกิดมีกับตัวอีก ในช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี ในการตั้งสัจจะครั้งนั้นหลวงพ่ออธิษฐานว่า จะฉันอาหารวันเว้นวัน ในวันที่ลงฉันอาหารจะฉันไม่เกิน ๓ คำตลอดพรรษา หลังจากอธิษฐานก็มีจิตใจและความเพียรในการถอดถอนความทุกข์ จิตเริ่มแก่กล้ามาก ขึ้น เดินจงกรมไม่หยุดถอย เดินอย่างสม่ำเสมอและจิตขณะนั้นสงบมากขึ้นโดยลำดับและละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดินจงกรมคิดขึ้นในเรื่องใดจะประกอบด้วยปัญญา ไม่มีทุกข์เจือปนแต่อย่างใดเลย พิจารณาเห็นโทษและสาเหตุของตนที่เป็นทุกข์ในช่วงนั้น จิตเกิดปีติ น้ำตาร่วงไหลออกมา ความสุขเกิดขึ้นแทบจะพรรณนาหาที่เปรียบไม่ได้ พอถึงกำหนดก็ได้ส่งเทปคืนพระอาจารย์เชอร์รี่ บุญคุณอันนี้เป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่จะไม่ลืม ( นึกอยู่ในใจ ) ช่วงส่งเทปพระอาจารย์เชอร์รี่นั้น อีกไม่นานพ่อแม่ครูอาจารย์คือหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณและพระอาจารย์เชอร์รี่ ได้ถามปัญหากัน ซึ่งจิตของหลวงพ่อขณะนั้นกำลังแน่วแน่อยู่กับธรรม ปัญญาเริ่มเกิดเพราะเห็นความทุกข์มาสดๆ ร้อนๆ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เชอรี่ ได้ขอโอกาสถามปัญหากับหลวงปู่บุญมีในช่วงฉันน้ำปานะบ่าย ๓ โมง หลวงพ่อเป็นพระใหม่โชคดีได้รับฟังพ่อแม่ครูบาอาจารย์สนทนาธรรมกัน พระอาจารย์เชอร์รี่ถามหลวงปู่บุญมีว่า จิตกับกิเลสสัมผัสกันเป็นอย่างไร? กิเลสกับจิตสัมผัสกันเป็นอย่างไร? กิเลส กับกิเลสสัมผัสกันเป็นอย่างไร? จิตกับจิตสัมผัสกันเป็นอย่างไร? หลวงปู่บุญมี ก็นั่งนิ่งอยู่แล้วก็ตอบขึ้นว่า เรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เรายังไม่ตอบ จากนั้นต่างคนต่างนิ่งกันอยู่ มีแต่ความสงบและต่างคนก็แยกจากกันไป หลังจากเสร็จกิจฉันน้ำปานะแล้วก็ไปหาที่ภาวนาตามแต่ละองค์ แต่หลวงพ่อเป็นพระใหม่มีความปีติยินดีที่ได้ยินได้ฟัง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านสนทนากัน พอตกกลางคืนก็ไปนั่งภาวนา เราก็คิดแก้ไขความทุกข์ออกจากจิตใจของเราเอง ที่หลวงปู่บุญมีท่านไม่ตอบเพราะท่านให้ความเคารพพ่อแม่องค์หลวงตามหาบัวผู้เป็นครูบาอาจารย์ หลวงปู่บุญมีว่าเราตอบแค่นี้พระหมู่เพื่อนก็คงเข้าใจ เพราะว่าเราเคารพครูบาอาจารย์องค์หลวงตามหาบัว หลวงพ่อคิดว่าช่วงเราเป็นทุกข์ไม่นานนั้นถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ ๒ องค์นี้ต้องตายแน่นอนเพราะว่ากิเลสทำร้ายจิตใจเราอย่างรุนแรงจนถึงขั้นนับเดือนนับวัน ยังเหลือเวลาอีก ๒ เดือนกว่าจึงจะออกพรรษา ช่วงนี้เราได้รับความสุขกลับคืนมาแล้ว ได้หลักจิตหลักใจแล้วต้องเข็ดหลาบ ถ้าไม่จำเป็นที่สุดจะไม่พูดกับใครอีก ( แม้แต่หมู่เพื่อนและญาติโยมก็ตาม ) เพราะเห็นโทษของความทุกข์มาแล้วเร็วๆนี้ ถ้ามันผิดสังเกตและเริ่มทุกข์ขึ้นมาอีก เราต้องรีบไปหาครูบาอาจารย์ผู้ที่ประเสริฐแล้วแก้ไขให้ เราไม่ต้องทนทุกข์จนท่านมาถาม ถ้าทนทุกข์อยู่อย่างนั้นไม่นานมันต้องถึงแก่ความตายเพราะความทุกข์นั้นเองทำให้คนเป็นทุกข์ถึงตายได้ หากเราอยู่ดีๆถ้ากิเลสมาขู่เรามาคลุกคลีเรา ถ้าเราปัญญาอ่อนสติก็จะแตกไปกับความทุกข์ ถ้าจิตมาสัมผัสกับกิเลสเราไม่ปัญญาอ่อน กิเลสก็จะหงายหมาไป เหมือนกับท่านพระอาจารย์เชอร์รี่ถามว่าได้ฟังเทปอาจารย์มหาบัวแล้วหรือยัง หัวใจเย็นวาบไปในช่วงนั้นเราก็เลยพนมมือสาธุในช่วงนั้น เรามหัศจรรย์เหมือนธรรมน้ำเต้าแก้วมารดเราไว้ คือเราแสวงหาเทปธรรมะของพ่อแม่องค์หลวงตามหาบัว หมู่เพื่อนเราก็ยังสติแตก กิเลสเหยียบเราต่อหน้าต่อตา ถ้ากิเลสกับกิเลสสัมผัสกันไม่ว่างานน้อยงานใหญ่ถ้าไม่ตายก็ต้องคางเหลือง อันนี้คือกิเลสกับกิเลสสัมผัสกัน ถ้าจิตกับจิตสัมผัสกัน คือครูบาอาจารย์ผู้แสวงบุญแสวงกุศล จิตกับจิตสนทนากันไปอยู่ที่นั้น ภาวนาอย่างนั้น เราไปอยู่กับภูเขาลูกนั้น ภาวนาอย่างนี้ อดนอน ผ่อนอาหาร แต่พวกเรานักแสวงบุญมาพบกันแล้วอย่างนี้ ก็หาวิธีอุบายแยกกันให้ไปทำความเพียรเพื่อให้จิตมีพลังเข้มแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ อย่าเผลอนะเพื่อน พวกเราได้มาบวชแล้วอย่าท้อถอย ต่อสู้กับกิเลสอย่าไปติดภายนอกมา ภายในจิตใจจะเศร้าหมอง พระใหม่องค์นี้ปัญญาเกิดได้คิดโชคดี ได้ฟังธรรมะชั้นสูงที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สนทนากัน ความทุกข์อยู่ที่จิตใจของใครของมัน ได้ยินแล้วเรานี้หรือจะโง่ให้กิเลสมันเหยียบคอเอา พ่อแม่ครูบาอาจารย์เชอร์รี่ถามหลวงปู่บุญมีและสนทนากันนั้น ก็เป็นอุบายเพื่อให้พระใหม่ผู้โง่ๆได้ฟังและให้เกิดสติปัญญานั่นเอง หลวงพ่อคิดว่าจะมาเวียนเกิดเวียนตายอยู่พระพุทธเจ้า ซึ่งประทานโอวาทไว้ดีแล้ว พวกเธอทั้งหลายจะมานอนตายให้กิเลสมันเหยียบคออยู่อย่างนี้หรือพระใหม่มาคิดทบทวนกลับไปกลับมา จิตใจก็มีพลังขึ้น เหมือนกับแสงพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาดับความมืด ช่วงนั้นจิตใจสว่างขึ้นหาค่าประมาณมิได้ จิตใจสว่างขึ้นไม่มีมืดมีแจ้ง ความเพียรไม่มีแดดมีฝน คือเดินจงกรมนี้ถอดถอนกิเลสตัวที่มันหน้าด้านหน้ามึน ช่วงไปนั่งภาวนานั้นจิตมันละเอียดเข้าไปคือ มีแต่ตัวเราคนเดียว “ โถ! อย่างนี้หรือที่พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียรภาวนา อย่างนี้หรือ? คือครูบาอาจารย์บำเพ็ญเพียรในปัจจุบันนี้ ก็พ้นทุกข์ เป็นสาวกของพระอรหันต์ ไปหมดแล้ว ยังแต่เรานี้หรือ? จะนอนตายอยู่อย่างนี้หรือ? ” ถ้าจิตมันละเอียดและเข้าใจมันก็ไม่กลัวเป็นกลัวตาย เราตั้งสัจจะอดอาหารวันเว้นวัน วันที่ลงฉันตั้งสัจจะเอาสามคำ มันก็ยังไม่อยากฉันและไม่หิว การเอาอาหารเครื่องฉันนี้จะทำให้กิเลสมันแข็งตัวขึ้น เราจะผ่อนอาหารลงไปเรื่อยช่วงหนึ่งวันนั้นหลวงพ่อตื่นขึ้นมามีความรู้สึกเพลียมาก คิดว่าวันนี้ถ้าเราไม่ลงฉันตามสัจจะอธิษฐานร่างกายมีความเพลีย ก็เลยคิดว่าเพลียแค่นี้ถ้ามีผู้ชงโอวัลติน มาให้คงจะได้มีแรงขึ้น แค่คิดเท่านั้นเองซึ่งอาการอ่อนเพลียก็ไม่ได้มากมายนักหนา แต่เมื่อเวลา ๐๙.๐๐น.ก็มีเณรชงโอวัลตินขึ้นมาถวายให้จริงๆหลวงพ่อก็เกิดสะดุ้งในใจ แค่เราคิดแค่นี้กิเลสก็ตามมาแล้ว หลวงพ่อก็รับประเคนจากเณร“พระใหม่จะฉันอยู่นะเณรขอให้เณรได้บุญมากๆ แก้วเราจะส่งคืนภายหลัง” พอเณรไปแล้วหลวงพ่อได้พิจารณา หากเราฉันโอวัลตินนี้ ถ้ากิเลสมันแข็งตัวขึ้นมาเราจะทำอย่างไร เมื่อยกแก้วขึ้นดูแล้วก็ฉันให้เณรครึ่งแก้ว ส่วนที่เหลือจะเอาไปให้มดกิน กิเลสมันก็บอกว่าให้ฉันหมดนี้จะทำให้มันมีแรงภาวนาต่อไป แต่หลวงพ่อไม่เชื่อในส่วนนี้ เพราะเคยเจอความทุกข์มาแล้ว หากคิดอย่างนี้วันนี้คืนนี้เราจะเร่งความเพียรกิเลสจึงจะอ่อนตัวลง จากนี้ไปเราจะไม่คิดอย่างนี้อีกกลัวกิเลสมันจะเหยียบ จะไม่มีพระองค์ใดช่วยได้ เมื่อกิเลสมันได้ช่องทางเพราะเครื่องเสริมนี้มันจะทำให้พระเสียหลัก ช่วงเวลาใกล้จะออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์เชอร์รี่ อภิเจโต ( ปัจจุบันอยู่วัดป่าบ้านตาด ) ได้บอกเณรให้ไปปรับเส้นทางเดินจงกรมให้ท่านเพ็ง ใหม่แต่หลวงพ่อ บอกว่า “ ไม่เป็นไรหรอกครับ ” แต่พระอาจารย์ เชอร์รี่ ตอบว่า “ ไม่ได้ ความเพียรของท่านกำลังแก่กล้า พระอาจารย์มหาบัวบอกให้หาที่กำบังบ้าง มันจึงจะถึงที่สุด ” จากนั้นเณรก็ไปทำทางเดินจงกรมให้ในวันนั้นเลย เสร็จแล้วก็ได้นิมนต์ให้ท่านไปดูและท่านก็พูดว่า “ ถ้าไม่ถูกใจจะหาที่ใหม่ให้ ” หลวงพ่อก็บอกท่านว่าถูกใจ ตกลงแล้วและก็ได้ทำความเพียรเดินจงกรมในทางนั้นจนกระทั่งถึงวันที่ ๔ จิตในตอนนั้นสงบรวม นิ่ง ก็มีเสียงผู้ชายพูดขึ้นว่า “ ถึงเวลานาทีของท่านแล้ว ท่านอย่าห่วงอะไรนะ ในคืนนี้ท่านจะต้องถึงแก่ความตาย ”จากนั้นเสียงก็หายไป จิตในขณะนั้นไม่ได้วิตกอะไรเลย ยังทำความเพียรเดินจงกรมต่อไป และได้พิจารณาถึงเสียงนั้นที่พูด ถ้าจะตายจริงๆให้ได้ไปลาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก่อนจากนั้นก็ออกจากทางเดินจงกรมไป ไ ด้ไปกราบเรียนหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ และท่านก็พูดว่าไม่ต้องกลัวหรอกอย่าไปคิดมัน ให้ทำความเพียรต่อไป แล้วก็กราบลาหลวงปู่กลับวันนั้น ในขณะที่ทำกิจธุระส่วนตัวเสร็จแล้วเป็นเวลาพลบค่ำได้เห็นคนรูปร่างสูงใหญ่เดินมุ่งหน้ามายังกุฏิของหลวงพ่อ เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว หลวงพ่อก็รีบเข้าไปในห้องปิดประตูเรียบร้อย คงเหลือไว้แต่หน้าต่างเท่านั้น มีเสียงพูดดังมาจากข้างนอกว่า“ ย่านตายหลาย บ่ขึ้นไปดอก ” ( กลัวตายมากหรือ ไม่ขึ้นไปหาหรอก ) หลวงพ่อตอบไปว่า “ บ่ย่านดอกแต่จะฟ้าวภาวนา ” ( ไม่กลัวหรอกจะรีบภาวนา ) เมื่อคลุมผ้าจีวรเอาผ้าสังฆาฏิพาดบ่าแล้วก็รีบเข้าที่ภาวนา มีปณิธานตั้งไว้ในใจว่าจะตายในท่านั่งนี้ เพื่อไม่ให้เสียศักดิ์ศรีของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน ดังนั้นแล้วจึงได้หลับตาบริกรรมพุทโธ ตั้งมั่นอยู่ในใจ และเจริญเมตตาภาวนาไปตามปกติ จิตในขณะที่ภาวนามีความสงบร่มเย็นละเอียดสุขุมมาก จนกระทั่งถึง ตี ๔ ในระหว่างรอความตายนั้น ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ลืมตาดูขณะจิตเพ่งอยู่ที่ตาได้ปรากฏเห็นแสงสว่างอันโอภาส คล้ายแสงเทียน และมีหลายสีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พูดไม่ถูก... ในช่วงที่เพ่งอัศจรรย์อยู่กับแสงนั้นได้เห็นตัวปลวกขนาดใหญ่มากจับพื้นกระดานตรงบริเวณที่หลวงพ่อนั่งและอยู่บนผ้าคลุม ปลวกมีจำนวนมากเรียงตัวเป็นแถวเป็นแนว แต่มันไม่มีปฏิกิริยาอาการอะไรเลยมีแต่นิ่งเฉยอยู่ ในจิตของหลวงพ่อคิดว่าสัตว์ตัวนี้กระมังที่มันจะทำให้เราถึงที่ตาย จากนั้นก็ได้หลับตาภาวนาต่อไป ในจิตคิดว่าสัตว์พวกนี้ถ้าไม่หนีออกไปคงตายแน่เพราะสัตว์ตัวใหญ่กว่าจะกัดเอา ประมาณ ๒๐ นาทีก็ได้ลืมตาขึ้น พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นแสงสว่างอันโอภาสด้วยตาเนื้อ พุ่งแสงออกมาจากตัวของหลวงพ่อ พอมองไปตรงที่เคยเห็นตัวปลวกกลับปรากฏว่าไม่มีตัวปลวกสักตัว ในขณะนั้นจิตสงบมากและในเวลาเดียวกันก็เห็นแสงเป็นวงกลมเท่าลูกหมากมาจ่อที่หัวใจ จิตในขณะนั้นรู้สึกอยากจะได้แสงนั้น แต่ก็มีสติรู้ทัน ( ความคิดในขณะนั้นคืออยากจะให้เพื่อนพระด้วยกันได้เห็นเหมือนกัน) ไม่นานนักแสงขนาดลูกหมากวงกลมๆก็ได้ลอยหล่นลงมาที่มือของหลวงพ่อ ในขณะที่หลวงพ่อกำลังทำสมาธิอยู่ ความมั่นใจเริ่มมีคิดว่าของสิ่งนี้คงจะเป็นของเราจึงได้เอามือกำเอา และก็ได้สมดังใจนึก ความปีติก็บังเกิดขึ้นกับจิตใจหาค่าประมาณมิได้ แล้วไม่นานก็ได้ยินเสียงๆหนึ่งดังขึ้นว่า “ บ่มีหยังมาทำร้ายจิตใจท่านได้อีก ไปไสกะไป เปิดแปดแสนเลย ”(ไม่มีอะไรมาทำร้ายจิตใจท่านได้อีกแล้ว จะไปไหนก็ไปได้เลย ) พอจบลง ก็ได้ยินเสียงดัง ปิ๊ง ที่ฝาบาตรของหลวงพ่อ มีกลิ่นหอมมาก จิตไม่มีความตื่นเต้นหวั่นไหวอะไร มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นและจิตใจก็รวมลงอีกที ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ลงปัจจุบันหมด จากนั้นได้พิจารณาย้อนหลังถึงความทุกข์ ความลำบาก “ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ” เราโชคดีหลาย ชีวิตประเสริฐแท้ที่ได้มาพบธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องชี้นำไปสู่หนทางพ้นทุกข์ ต่อแต่นั้นมาจิตใจก็ไม่มีอะไรมาทำให้ได้รับทุกข์ทรมานอีกมีแต่บรมสุขอย่างเดียว พอสว่างแล้วก็ได้ออกจากที่ภาวนา ทำกิจส่วนตัวจัดเตรียมบริขารออกบิณฑบาต ในขณะที่จัดแต่งบริขารได้สังเกตเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งอยู่บนฝาบาตรคล้ายเมล็ดข้าวสาร ลักษณะเนื้อสีดำมีกลิ่นหอมมาก ในจิตไม่ได้ใส่ใจ ปรารถนาแต่จิตสงบสุขอย่างเดียว จากนั้นก็ได้นำเอากระดาษมาห่อเก็บไว้ที่ข้างฝากุฏิ เสร็จแล้วก็ออกไปบิณฑบาต ตามกิจของสงฆ์ ในขณะนั้นจิตก็มีความสุขอิ่มเอิบมาก ไม่อยากจะพูดจาอะไร กลับจากบิณฑบาตและฉันอาหารตามปกติ มานั่งภาวนาดิ่งสู่ความสงบในจิต สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคิดหาใครไม่เจอ ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่และญาติพี่น้อง มีแต่ความสงบ พอใจ ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ และในตอนนั้นรำพึงในใจว่า “ คนทั้งหลายทำไมถึงไม่สนใจกันกับธรรมของพระพุทธเจ้า มีความสุขมากหลายปานนี้ ” จิตใจเป็นอยู่อย่างนี้นานจนกระทั่งปาเข้าไปได้อาทิตย์กว่า จึงถอนจิตออกมาเป็นปกติ แต่ความสุขร่มเย็นยังมีประจำจิตอยู่อย่างเคย ในจิตใจคิดเห็นบุญเห็นคุณพ่อแม่และต้นสายปลายทางความอัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าหาประมาณไม่ได้ ปรากฏประจักษ์ในจิตใจ ความทุกข์ก็ไม่มี ไม่สามารถทำอะไรให้โทษได้อีก กิเลสความทุกข์ได้หนีออกจากใจ คงเหลือแต่บรมสุขธรรมของพระพุทธเจ้าเท่านั้น (ยังมีต่ออีก)


Ǵ: ѵ ٺҨ
»หลวงพ่อบูญเพ็ง ขันติโก
12-12-2011
»พระธาตพนม
14-10-2011
»หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
14-10-2011
»พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)
30-09-2011
»หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม นครพนม
30-09-2011
»ประวัติหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
30-09-2011
»หลวงปู่คำพันธ์ จันทูปโม พระกัมมัฏฐานศิษย์หลวงปู่ตื้อ
05-10-2011
 
˹á  Դ  觫ЪԹ  й
Copyright©2026 พระดี.com
Powered by SMEweb